ปธ.กมธ.การท่องเที่ยว เชิญหน่วยงานหารือปัดฝุ่นฟื้นฟูแหล่งท่องเที่ยวรกร้าง กระตุ้นรายได้ ชุมชนและระดับชาติ

ประธาน คณะกรรมาธิการการท่องเที่ยว สภาผู้แทนราษฎร เชิญหน่วยงานภาครัฐพิจารณาแนวทางการฟื้นฟูแหล่งท่องเที่ยวที่รกร้าง เพื่อกระตุ้นการท่องเที่ยวทั้งในและจากต่างประเทศ เพื่อพัฒนาให้กลับมาสร้างรายได้ให้ชุมชนและระดับประเทศได้อีกครั้งเมื่อวันที่ 9 กรกฎาคม 2569 คณะกรรมาธิการการท่องเที่ยว สภาผู้แทนราษฎร โดยพันโท สินธพ  แก้วพิจิตร สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดนครปฐม ในฐานะประธานคณะกรรมาธิการฯ ได้มีการพิจารณาในประเด็นเรื่อง แนวทางการฟื้นฟูและการบริหารจัดการแหล่งท่องเที่ยวที่ถูกทิ้งร้าง โดยเชิญหน่วยงานที่เกี่ยวข้องมาให้ข้อมูล ได้แก่ กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม และกรมศิลปากร
โดยกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ซึ่งในที่ประชุมได้มีการนำปัญหาและข้อติดขัดที่ยังไม่ได้รับการยกมาพิจารณาหรืออยู่ในช่วงการเสนอเข้ามาเป็นข้อมูลในการวางแนวทางร่วมกันเพื่อให้เกิดเป็นการบูรณาการระหว่างหน่วยงาน และเกิดประสิทธิภาพอย่างเป็นรูปธรรมโดยนายศิริปกรณ์ เชี่ยวสมุทร. ผู้อำนวยการ อพท.ให้ข้อมูลว่า ปัญหาแหล่งท่องเที่ยวที่ถูกทิ้งร้างส่วนใหญ่เกิดจากภายหลังการก่อสร้างและส่งมอบสิ่งปลูกสร้างให้กรมธนารักษ์ไปแล้ว ยังไม่มีหน่วยงานเข้าไปขอใช้ประโยชน์หรือรับผิดชอบดูแลอย่างชัดเจน
เนื่องจากองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นบางแห่งมีข้อจำกัดด้านงบประมาณในการบำรุงรักษา ประกอบกับขั้นตอนตามกฎหมายเกี่ยวกับการใช้ประโยชน์ในทรัพย์สินราชพัสดุ ส่งผลให้บางพื้นที่เสื่อมโทรมหรือไม่ได้ใช้ประโยชน์อย่างเต็มประสิทธิภาพ ที่ผ่านมากรมการท่องเที่ยวได้แก้ไขโดยจัดทำ MOU กับหน่วยงานท้องถิ่นเพื่อกำหนดผู้รับผิดชอบ แต่การปรับปรุงขนาดใหญ่ยังต้องดำเนินการตามกฎหมายที่เกี่ยวข้อง ปัจจุบันได้ปรับแนวทางการดำเนินงาน โดยกำหนดให้มีความชัดเจนตั้งแต่ขั้นเริ่มต้นโครงการ ทั้งเรื่องพื้นที่ก่อสร้าง การรับมอบทรัพย์สิน และแผนบริหารจัดการ โดยบูรณาการร่วมกันระหว่างกรมธนารักษ์ หน่วยงานเจ้าของงบประมาณ และองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นก่อนดำเนินโครงการ สำหรับกรณีให้องค์การบริหารการพัฒนาพื้นที่พิเศษเพื่อการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน (อพท.) เข้าไปบริหารจัดการพื้นที่ จะต้องเป็นไปตามขั้นตอนของกฎหมาย ได้รับความเห็นชอบจากคณะรัฐมนตรี และมีแผนยุทธศาสตร์รองรับ ทั้งด้านการบริหารพื้นที่ บุคลากร ทรัพย์สิน และการใช้ประโยชน์ที่ดิน ทั้งนี้ อพท. อยู่ระหว่างพิจารณาแนวทางความร่วมมือกับภาคเอกชน เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการพัฒนาและใช้ประโยชน์พื้นที่ท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน

ทั้งนี้หน่วยงานที่เข้าร่วม ได้นำข้อมูลมาหารือว่า กรณีแหล่งท่องเที่ยวที่ถูกทิ้งร้าง จำเป็นต้องตรวจสอบสถานะของพื้นที่ก่อนว่าอยู่ในพื้นที่ป่าและได้รับอนุญาตให้ใช้ประโยชน์อย่างถูกต้องหรือไม่ โดยแบ่งเป็น 2 กรณี คือ การได้รับอนุญาตให้ใช้ประโยชน์และมีสิ่งปลูกสร้าง หน่วยงานเจ้าของทรัพย์สินจะต้องเป็นผู้บริหารจัดการ รับผิดชอบ ดูแล และบำรุงรักษา หากไม่ประสงค์ดำเนินการต่อสามารถโอนทรัพย์สินให้หน่วยงานเจ้าของพื้นที่ตามระเบียบและขั้นตอนของกรมธนารักษ์ ส่วนกรณีไม่ได้รับอนุญาตหรือมีการบุกรุกพื้นที่ จะต้องดำเนินคดีและรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างให้แล้วเสร็จ ก่อนที่จะสามารถดำเนินการพัฒนาพื้นที่ต่อไปได้

ส่วนแหล่งท่องเที่ยวที่เป็นโบราณสถานและแหล่งมรดกทางศิลปวัฒนธรรมอยู่ภายใต้ภารกิจของกรมศิลปากรในการดูแล อนุรักษ์ บำรุงรักษา และพัฒนา โดยมีสำนักศิลปากร 12 แห่งทั่วประเทศเป็นหน่วยงานหลัก ซึ่งปัจจุบันมีโบราณสถานในฐานข้อมูลประมาณ 8,500 แห่ง จึงต้องบริหารจัดการตามความเหมาะสม เนื่องจากจำนวนโบราณสถานมีเป็นจำนวนมาก การดูแลโดยกรมศิลปากรเพียงหน่วยงานเดียวอาจไม่ทั่วถึง จึงต้องอาศัยความร่วมมือจากเครือข่ายในพื้นที่ ได้แก่ อาสาสมัครดูแลมรดกทางศิลปวัฒนธรรม องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ฝ่ายปกครอง เป็นต้น

ในที่ประชุม คณะกรรมาธิการมีข้อสังเกตว่า ปัญหาสำคัญไม่ได้เกิดจากการขาดงบประมาณเพียงประการเดียว แต่เกิดจากข้อจำกัดด้านโครงสร้างการบริหารจัดการ ความไม่ชัดเจนของหน่วยงานผู้รับผิดชอบกรรมสิทธิหรืออำนาจดูแลพื้นที่ การก่อสร้างโครงการโดยไม่มีแผนการบริหารจัดการหลังการส่งมอบ รวมถึงข้อจำกัดทางกฎหมายในพื้นที่ที่เกี่ยวข้องกับหลายหน่วยงาน เช่น พื้นที่ป่าไม้ อุทยานแห่งชาติ โบราณสถาน และพื้นที่ขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ส่งผลให้บางพื้นที่ซึ่งมีศักยภาพด้านการท่องเที่ยวไม่สามารถพัฒนาได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ โดยจำเป็นต้องให้มีการร่วมมือกันอย่างบูรณาการและให้ชุมชนท้องถิ่นได้มีส่วนร่วมซึ่งการสร้างงาน สร้างรายได้ ทั้งในชุมชนและระดับชาติ ซึ่งประธานในที่ประชุมได้มอบหมายให้มีการประสานงานในการดำเนินในเรื่องดังกล่าวให้เกิดความชัดเจนเพื่อดำเนินการต่อไปด้วย